224 : : ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ

ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ ., รศ.ดร.ศรีเรือน แก้วกังวาน

 

บุคลิกภาพ คือลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลในด้านต่างๆ ทั้งส่วนภายนอก และส่วนภายใน

ส่วนภาพนอก คือส่วนที่มองเห็นชัดเจน เช่นรูปร่างหน้าตา กิริยามารยาท ฯลฯ

ส่วนภายใน คือส่วนที่มองเห็นได้ยาก แต่อาจทราบได้โดยการอนุมาน เช่นสติปัญญา ความถนัด ลักษณะอารมณ์ ฯลฯ

 

ทุกๆ ลักษณะของบุคลิกภาพ ต่างมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน และมีผลกระทบต่อกันและกันประดุจลูกโซ่

บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลมีทั้งส่วนที่เป็นลักษณะผิวเผิน และส่วนที่เป็นนิสัยที่แท้จริง บางส่วนของบุคลิกภาพถูกซ่อนเร้น หรือถูกปิดบังอำพรางโดยจงใจและไม่จงใจ

บุคลิกภาพของบุคคลมีทั้งส่วนร่วมซึ่งเป็นลักษณะสากลของมนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา และมีส่วนซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกกันว่า เฉพาะตัว

 

ความเข้าใจดังกล่าวนี้ ทำให้เราสามารถทำนายลักษณะนิสัย ความสามารถ ความถนัด ความเป็นเอกลักษณ์ของบุคคล และทายพฤติกรรมของเขา ละของเราได้ค่อนข้างแม่นยำ

 

ทฤษฎีบุคลิกภาพ

 

ซิกมันด์ ฟรอยด์ ( Sigmund Freud, 1856 – 1939 )

 

แนวคิดที่สำคัญ

(1)    จิตใต้สำนึก .,

จิตระดับใต้สำนึกนี้ มีกลไกทางจิตหลายประเภทด้วยกัน เช่น แรงจูงใจ อารมณ์ที่ถูเก็บกด ความรู้สึกนึกคิด ฯลฯ พลังจิตใต้สำนึกมีอิทธิพลเหนือจิตสำนึกกระตุ้นเตือนให้ปฏิบัติพฤติกรรมประจำวันทั่วๆไป เป็นแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมไร้เหตุผล และผิดปกติในลักษณะต่างๆ ยามบุคคลมีอารมณ์ขุ่นมัว เคร่งเครียดด้วยความโกรธ ความอิจฉา เกลียด พยาบาท ตื่นเต้น ฯลฯ จิตใต้สำนึกมีพลังขับดันให้แสดงพฤติกรรมต่างๆมากที่สุดในภาวะนี้ และพลังจิตใต้สำนึกที่ไม่มีโอกาสได้แสดงพฤติกรรมออกมานั้น มักแปรรูปเป็นพฤติกรรมผิดปกติ รูปใดรูปหนึ่งก็ได้ การช่วยเหลือบุคคลที่มีพฤติกรรมผิดปกติประเภทนี้จำเป็นจะต้องเข้าใจถึงพลังจิตใต้สำนึกที่เป็นต้นเหตุ อาจใช้วิธีการสะกดจิต หรือทำการบำบัดแบบFree Associationเพื่อให้คนไข้เปิดเผยพลังจิตใต้สำนึก

(2)    โครงสร้างบุคลิกภาพ .,

ประกอบด้วยพลัง 3ประการ = Id, Ego และ Super Ego ซึ่งบุคลิกภาพของผู้ใดมีลักษณะใดขึ้นอยู่กับพลัง 3ประการนี้ทำงานประสานกันในลักษณะอย่างไร

1.     Id., เป็นพลังเพื่อให้ได้มาซึ่งความพอใจ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลตามความเป็นจริง เป็นพลังงานที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ในช่วงวัยเด็ก พลังId มีแรงผลักดันสูงมากกว่า Ego และ Super Ego หากเด็กถูกกักกันมากเกินไปไม่ให้ได้รับความพึงพอใจตอบสนอง Id ดังนี้จะเป็นผลร้ายต่อพัฒนาการบุคลิกภาพที่สมดุลในภายภาคหน้า เช่นเป็นคนอ่อนไหวง่ายต่อคำสรรเสริญ นินทา เป็นต้น

2.     Ego., เป็นพลังแห่งการรู้และเข้าใจ การรับรู้ข้อเท็จจริง การใช้เหตุผล การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย การแสวงหาวิธีการเพื่อตอบสนองพลัง Id เช่น เมื่อหิว (Id) Ego จะใช้เหตุผลตรึกตรองว่าจะบำบัดความหิวด้วยวิธีใดตามสภาพแวดล้อม เช่นไปกินข้าวนอกบ้าน หรือทำอาหารกินเอง เรียกอีกอย่างว่าพลังรู้ความจริง (Reality Principle)”

3.     Super Ego., เป็นพลังที่เกิดจากการเรียนรู้ เช่นเดียวกับ Ego แต่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับค่านิยมต่างๆ Super Ego หักห้ามความรุนแรงของพลัง Id โดยเฉพาะพลังจากสัญชาตญาณแรงขับทางเพศ* และความก้าวร้าว

4.     การทำงานร่วมกันของพลังทั้งสาม., พลังใดมีอิทธิพลเหนือพลังอื่นย่อมเป็นตัวชี้ลักษณะขุคลิกภาพของคนนั้นๆ เช่น ถ้าพลังIdมีอำนาจสูง บุคลิกภาพของคนผู้นั้นก็เป็นแบบเด็กไม่รู้จักโต เอาแต่ใจตัวเอง ถ้าEgoมีอำนาจสูง จะเป็นคนมีเหตุผล เป็นนักปฏิบัติ ถ้าSuper Egoสูง ก็เป็นนักอุดมคติ นักทฤษฎี

โดย ดร.ประมวญ ดิคคิดสัน ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน่าฟังว่า สำหรับบุคลิกภาพอันพึงประสงค์ คือความมีEgoเข้มแข็ง สามารถจัดการกับ Idได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยหลักแห่งความจริงเป็นที่ตั้ง และสามารถโน้มน้อม Super Ego ให้เข้าสู่หลักแห่งความจริง เพื่อให้เกิดการประสมประสานอย่าสนิทสนมในการดำเนินชีวิต

(3)    ขั้นตอนการพัฒนาบุคลิกภาพ ., คนแสวงหาความสุขความพอใจจากส่วนต่างๆของร่างกาย (Zone) ที่แตกต่างไปตามวัย พัฒนาไปเป็นขั้นตอนตามลำดับ เริ่มต้นจากแรกเกิดจนสิ้นสุดในวัยรุ่น เรียกการพัฒนาการแบบนี้ว่า Psychosexual Developmental Stage”

โดยบุคคลใดพัฒนาไปตามขั้นตอนดังกล่าวด้วยดี ก็จะทำให้บุคคลนั้นมีพัฒนาหารทางบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ หากไม่เป็นไปดังกล่าวก็จะเกิดสภาวะติดข้องอยู่(Fixation)” อาจเป็นการติดข้องอยู่ในขั้นใดขั้นหนึ่งหรือหลายขั้นก็ได้ ผู้ใดติดข้องอยู่ในวัยใดขั้นใด ก็จะยังคงแสวงหาความพอใจในขั้นที่ติดข้องอยู่ต่อไปแม้ว่าจะผ่านวัยนั้นๆ ที่เป็นไปตามขั้นตอนมาแล้ว สภาพติดข้องอยู่ มีผลต่อพัฒนาการด้านบุคลิกภาพในแง่ลบ แต่บุคคลสามารถเปลี่ยนพลังนี้ให้เป็นบวกได้ หากเขารู้จักปรับตัว

1.     ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะปาก (Oral Stage) ช่วงอายุโดยประมาณตั้งแต่คลอดจนถึง 18เดือน ทารกมีความสุขโดยทำกิจกรรมต่างๆด้วยปาก เช่นดูด กัด เคี้ยว ผู้ที่มีพัฒนาการขั้นนี้ไม่สมบูรณ์ในช่วงวัยนี้ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังคงชอบแสวงหาความสุขด้วยปากอยู่ดี เช่น ชอบกินจุบจิบ พูดคุย เคี้ยวหมากฝรั่ง นินทา สูบบุหรี่ เป็นต้น

2.     ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะทวารหนัก (Anal Stage) ช่วงอายุตั้งแต่ 18เดือนถึง 3ปี ทารกมีความสุขโดยทำกิจกรรมที่ใช้ทวารหนัก (ขับถ่ายหรือไม่ขับถ่าย) หากช่วงเวลานี้มีพัฒนาการไม่สมบูรณ์ ทารกนั้นจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีบุคลิกภาพเจ้าระเบียบ จู้จี้พิถีพิถัน รักความสะอาดอย่างมาก

3.     ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะเพศปฐมภูมิ (Phallic Stage) ช่วงอายุตั้งแต่ 3ถึง 6ปี เด็กมีความพึงใจทำกิจกรรมเนื่องด้วยอวัยวะเพศ เช่นเล่นกับอวัยวะเพศของตน ซึ่งเป็นการเล่นขั้นหนึ่งในการพัฒนาตามธรรมชาติ เมื่ออายุผ่านพ้นไปแล้ว เด็กจะเลิกเล่น การกระทำเช่นนี้ยังผลให้เกิดการสำนึกรู้ถึงเพศของตนอย่างลึกซึ้งว่าเป็นหญิง หรือชาย ต่อไปก็เลียนแบบบทบาททางเพศ  คือเด็กเลียนแบบผู้ใหญ่เพศเดียวกับตน ซึ่งตนรู้สึกรัก ใกล้ชิดสนิทสนม เป็นยุคที่เด็กชาย ติดแม่ เอาอย่างพ่อและเด็กหญิง ติดพ่อ เอาอย่างแม่ ซึ่งฟรอยด์เชื่อว่าเป็นช่วงเวลาวิกฤต (Critical Period) เด็กหญิงเด็กชายที่ละเลยการเลียนแบบให้ถูกแนวระยะนี้ จะโตเป็นหญิงสาวชายหนุ่มที่นิยมบทบาททางเพศตรงข้ามกับเพศทางกายจริงขิงตน ฟรอยด์ยังเชื่อว่า การรู้จักผูกรักกับเพศตรงข้ามมีต้นกำเนิดในช่วงเวลานี้เช่นกัน และเขายังอธิบายปมเอดิปัส*ไว้อย่างละเอียดว่าพัฒนาขึ้นในระยะเวลานี้ พร้อมๆกับการเลียนบทบาททางเพศ เด็กเริ่มพัฒนาความก้าวร้าว อยากเป็นตัวของตัวเอง และเริ่มแสวงหาอัตลักษณ์แห่งตน (Self Identity)

4.     ขั้นแสวงหาความสุขจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว (Latency Stage) ช่วงอายุ 6ถึง 11ปี เป็นระยะเวลาพักพัฒนาทักษะใหม่ (Plateau) เด็กเริ่มพัฒนาชีวิตสังคมนอกครอบครัว แสวงหาความพึงพอใจจากการติดต่อกับผู้คนรอบตัวและเพื่อนร่วมวัย

5.     ขั้นแสวงหาความสุขจากแรงกระตุ้นของทุติยภูมิทางเพศ (Gential Stage) ช่วงอายุ 12ถึง 20ปี เด็กทั้งสองเพศมีความพอใจคบหาสมาคม รักใคร่ผูกพันกับเพื่อนต่างเพศ ขณะเดียวกันก็พยายามประพฤติตนให้สมบทบาททางเพศ โดยเลียนแบบคนเพศเดียวกันที่ตัวนิยม เห็นแจ่มแจ้งว่าเด็กคนไหนแสดงบทบาททางเพศผิดปกติ เช่นแสดงบทบาททางเพศตรงข้ามกับเพศจริงของตน เด็กที่ไม่มีเยื่อใยต้องใจบุคคลต่างเพศ หรือเป็นเด็กที่เลียนแบบบทบาททางเพศจากต้นแบบที่ผิด

ฟรอยด์ย้ำว่า เมื่อเด็กพัฒนามาถึงขั้นนี้แล้ว มิได้หมายความว่าเลิกแสวงหาความสุขจากส่วนต่างๆของร่างกาย แต่ลดความติดใจและความเข้มข้นลง ผู้ที่พัฒนาตามขั้นไม่สมบูรณ์ก็เกิดภาวะติดข้องอยู่ ซึ่งอาจเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมแอบแฝงรูปแบบต่างๆ หรือเปลี่ยนเป็นรูปแบบอย่างอื่นทางอ้อม แต่แรงจูงใจที่เป็นพื้นฐานคือภาวะติดข้องอยู่

กล่าวโดยสรุป บุคลิกภาพที่ดี คือการประสมประสานการได้รับความพอใจ ตอบสนองแรงกระตุ้นจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเหล่านั้น

(4)    สัญชาตญาณ .,

1.     ฐิติสัญชาตญาณ (Life Instinct.,มุ่งเป็น) คือสัญชาตญาณเพื่อเอาชีวิตรอด และการดำรงพันธุ์ เช่นความหิว แรงผลักดันทางเพศ สรุปได้ว่าเป็น พลังชีวิต (Libido) โดยสัญชาตญาณเพศตามมติฟรอยด์ไม่ได้จำกัดแค่ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง แต่หมายรวมถึงความพึงใจ (Pleasure) ที่มนุษย์เราได้รับจากกิจกรรมทางกาย เช่นกิจกรรมทางปาก (กิน พูด ฯลฯ)

2.     ภังคสัญชาตญาณ (Death Instinct., มุ่งตาย) ลักษณะที่เด่นชัดของสัญชาตญาณนี้คือ แรงกระตุ้นให้ก้าวร้าว ทำลาย เป็นความจริงที่มนุษย์ย่อมก้าวร้าวต่อตัวเอง เช่นทำให้ตัวเองเจ็บปวด ลำบาก หรือกระทำต่อผู้อื่น

ฟรอยด์อธิบายว่า ทั้งฐิติสัญชาตญาณ และภังคสัญชาตญาณ เป็นพลังปะทะสร้างสรรค์ในตัวคน เช่นทั้งรักทั้งเกลียด บางครั้งกชดเชยกัน เช่นลูกน้องที่กย่องนายไม่ขาดปากต่อหน้า กลับนินทาอย่างขึงเคียดเมื่ออยู่ลับหลัง หรือภรรยาที่รักสามีมากอาจรู้สึกสบายใจเมื่อสามีจากไปไหนสักระยะหนึ่ง เป็นต้น

(5)    ความหวาดกลัว (Anxiety).,

เกิดขึ้นเมื่อความปรารถนาของมนุษย์ไม่ได้รับการตอบสนองเสมอไป หรือEgoไม่สามารถควบคุม Id และSuper Egoได้สมดุลอย่างเหมาะเจาะเสมอมา

1.     Reality Anxiety., ความไม่หวาดกลัวสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่อยู่รอบตัวเรา เป็นต้นกำเนิดของ Neurotic Anxiety และMoral Anxiety เป็นความกังวลที่เกิดกับมนุษย์เราเป็นส่วนใหญ่ (ความเครียด )

2.        Neurotic Anxiety., ความหวาดกลัวตัวเองว่า ตนจะไม่สามารถคุมสัญชาตญาณได้ จะทำสิ่งที่น่าอับอายขายหน้า ถูกประจาน ประณามและลงโทษ

3.        Moral Anxiety., ความหวาดกลัวที่เกิดจากสำนึกผิดชอบชั่วดี

(6)    Ego และกลวิธานป้องกันตัว (Defense Mechanism)

-          กระบวนการเป็นไปทางกาย

-          ความคับข้องใจ (Frustrations)

-          ความขัดแย้ง (Conflicts)

-          ความกระทบกระเทือนขวัญ (Threats)

ภาวะเหล่านี้บีบคั้นจิตใจ มนุษย์ไม่พึงปรารถนาจึงพยายามหาทางผ่อนคลาย ดังนั้นEgoจึงแสวงหาวิธีลดภาวะไม่พึงปรารถนาเหล่านี้โดยวิธีการที่เรียกว่า กลวิธานป้องกันตัว ซึ่งเป็นการปฏิเสธ หรือปิดบังอำพรางความเป็นจริง เป็นกลไกทางจิตใต้สำนึก มากกว่าทางจิตสำนึก

1.     การเก็บกด (Repression)., การเก็บกดความไม่พอใจต่างๆไว้ในระดับจิตใต้สำนึก คนที่โกรธเพื่อนอย่างรุนแรงอาจจำชื่อเพื่อนคนนั้นไม่ได้ หรือนึกหน้าไม่ออก บางครั้งการเก็บกดอาจแสดงออกในรูปสับที่ (Displacement) เช่นเด็กผู้ชายที่เก็บกดความก้าวร้าวต่อพ่อ แล้วไประบายความก้าวร้าวต่อเพื่อนชาย ซึ่งการเก็บกดเป็นกลไกทางจิตที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วแก้ยากมาก เพราะว่าเขาได้กดความเครียดที่เกิดจากความกลัวนั้นไว้ในจิตใต้สำนึกเป็นเวลานาน

2.     การทำตนให้เหมือน (Identification) คือการเลือกบุคคลบางคนเป็นแบบเพื่อทำตาม ซึ่งคนไม่ลอกทุกสิ่งทุกอย่างจากบุคคลที่เขายึดเป็นแบบ เขาคัดเลือกเอาแต่ลักษณะบุคลิกภาพที่เขาต้องการ ตั้งแต่เป็นเด็กจนกว่าบุคลิกภาพของตัวเองจะลงตัว สั่งสมกันมากมายในหลายช่วงตอนของชีวิต

3.     การทดแทน (Displacement)., ได้แก่การหยิบยกเอาสิ่งหนึ่งมาทดแทนสิ่งที่ปรารถนาแล้วไม่สมหวังตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่ การรู้จักทดแทนนี้ทำให้เรามีวิวัฒนาการทางอารยธรรม และทำให้มนุษย์มีลักษณะบุคลิกภาพเป็นไปในด้านต่างๆ เช่นความสนใจ ค่านิยม คติ ความชอบ ฯลฯ กลวิธานDisplacementที่มีค่ามาก คือการชดเชย (Sublimation)

4.     การซัดทอดโทษผู้อื่น สิ่งอื่น (Projection) เกิดจากแรงกดดันของ Neurotic Anxiety และMoral Anxiety  เช่นผู้ใหญ่เดินซุ่มซ่ามเตะกระโถน กลับโทษว่าเด็กวางกระโถนไม่ถูกที่

5.     การแสดงปฏิกิริยาแกล้งทำ (Reaction Formation) ผู้ที่มีความรู้สึกอย่างหนึ่ง แต่ไม่กล้าแสดงออกตรงไปตรงมา (ปากอย่างใจอย่าง)  การแสดงปฏิกิริยาแกล้งทำนี้ เมื่อแสดงบ่อยๆ จะกลายเป็นลักษณะนิสัยประจำตัวของบุคคล พฤติกรรมเสแสร้งนี้ในชีวิตประจำวันบุคคลอาจใช้เพื่อแก้ปัญหาชีวิตเป็นครั้งคราว แต่หากบุคคลใดใช้กลวิธานนี้มากและรุนแรงแล้ว เป็นการพัฒนาบุคลิกภาพที่อ่อนแอเพราะบุคคลนั้นอยู่ในโลกของการหลอกลวงตนเอง และหลอกผู้อื่น สภาพเช่นนี้เป็นภัยต่อสุขภาพจิตเป็นอย่างยิ่ง

6.     การชะงักงันของพัฒนาการ (Fixation) มนุษย์เรานั้นย่อมมีพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งตลอดเวลาตามวัย แต่บางคนไม่ต้องการพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งไปสมตามวัย เพราะกลัวว่าถ้าหากมีพัฒนาการก้าวหน้าไปแล้ว ตนเองจะสูญเสียความมั่นคงทางจิตใจ เช่นกรณีที่เป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ยังมีพฤติกรรมเหมือนเด็กไม่รู้จักโต ก็เป็นการใช้กลวิธานแบบFixation

7.     การถดถอยสู่วัยที่ผ่านมา (Regression) ในบางครั้งบางคราวบุคคลใช้กลวิธานแบบแสดงพฤติกรรมในวัยที่ผ่านมาแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด เพื่อเรียกร้องความสนใจ

 

กลวิธานมุกประเภท ทั้งคนปกติและผิดปกติใช้เอผ่อนคลายความหวาดกังวล ความตึงเครียด และความไม่มั่นใจโดยประการต่างๆ ความแตกต่างของพฤติกรรมปกติและผิดปกติอยู่ที่ความรุนแรงของการใช้กลวิธานนั้นว่ามีมากน้อยเพียงไร

 

จุดอ่อนในทฤษฎีของฟรอยด์ที่หลายประการ เช่น การเน้นพลังจูงใจก้าวร้าว และการแสวงหาความพึงใจ (พลังจูงใจเพศ)มากเกินไป ฟรอยด์ไม่ได้กล่าวถึงการปรับปรุงพัฒนาบุคลิกภาพสู่ลักษณะวัฒนะ ชะตาชีวิมนุษย์ถูกกำหนดด้วยประสบการณ์อดีตมากเกินไป ฯลฯ แต่แนวคิดของฟรอยด์มีคุณค่ามากมายหลายประการเช่น กระตุ้นให้มีการศึกษาลุคลิกภาพจากคนปกติ กระตุ้นให้มีนักคิดทฤษฎีบุคลิกภาพอื่นๆ ข้อคิดเห็นของฟรอยด์ยังเร่งเร้าให้มีการศึกษาอบรมเด็กอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันโรคประสาท โรคจิตในวัยผู้ใหญ่.. 

About these ads
This entry was posted in 日記. Bookmark the permalink.

4 Responses to 224 : : ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ

  1. หงษ์ฟ้า says:

    จิตวิทยาสามารถทำให้คนคล้อยตามได้ อยากทราบว่าทำอย่างไรเเละเรียนคณะอะไร

  2. sujitra says:

    ในการที่เราจะสามารถควบคุมทุกสถานะการที่เกิดขึ้นบนโลกเรานี้ได้เป็นอย่างดี จะต้องอาศัยเทคนิคใดบ้าง

  3. jomjam says:

    จิตวิทยา

  4. tiwatiwa says:

    ขอบคุฯสำหรับข้อมูลและแนวคิดต่างๆค่ะ ฉันกำลังหาข้อมูลในการสร้างตัวละครอยู่พอดี และคิดว่าถ้าจะทำให้เค้าเหมือนมีตัวตนจริงๆควรจะศึกษาเรื่องพวกนี้เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบตัวละคร ได้มาอ่านบทความของคุณก็ช่วยให้ได้แนวคิดเพิ่มขึ้น-/ขอบคุฯอีกครั้งค่ะ-/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s